เหล้า ยา และเซ็กส์ เข้าใจชีวิตที่ผ่านมา

เหล้า ยา และเซ็กส์ เข้าใจชีวิตที่ผ่านมา

อยากให้หลายๆท่านอ่านบทความนี้ เพราะเป็นบทความที่น่าอ่านมากๆ ในด้านมืดของหลายมุมในสังคมไทยที่ยังไม่ชัดเจนและยากที่คนจะเข้าถึงได้ เรื่องของ”เหล้า ยา และเซ็กส์” บทความดีๆที่ เผยชีวิตด้านมืดเล่าถึง 3 เรื่องต้องห้าม “เหล้า ยา เซ็กส์” เพื่อขุดคุ้ยที่มา ความคิด และที่ไป ชี้สังคมต้องให้ข้อมูลทั้งสองด้านแก่เยาวชนพอที่จะให้คิดแยกแยะได้ อย่าปิดกั้น และการแก้ปัญหาค้าประเวณีต้องแก้ให้ถูกจุดตรงประเด็น

ในการเสวนา “เข้าใจชีวิตผ่านเหล้า ยา เซ็กส์” เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการ “เพศศึกษาเพื่อเยาวชน” ครั้งที่ 2 ในงานเอดส์ภาคประชาชน ณ ท้องสนามหลวง ในระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน .2548 โดยมี “คุณวุฒิ” (นามสมมุติ) อดีตผู้เสพเฮโรอีน และ “คุณตี๋” (นามสมมุติ) อดีตชายขายบริการทางเพศ ร่วมตีแผ่จากประสบการณ์จริง โดยมีคุณสมวงค์ อุไรวัฒนา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณวุฒิ เริ่มต้นการเสวนา ด้วยการเล่าถึงประวัติและที่มาของการใช้ยาเสพติดว่า ตนเองใช้ยาเสพติดนานประมาณ 5 ปี โดยเริ่มใช้ตั้งแต่อายุ 14 ไปจนถึงอายุ 19 ปี ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ เห็นภาพคนติดยาในโฆษณาก็รู้สึกกลัว คนที่เสพยาเสพติดนั้นทำอะไรได้ทุกอย่าง เคยประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองตอน 7-8 ขวบ ตอนอยู่ชั้นอนุบาล ขณะกำลังเดินไปโรงเรียนกับพี่สาว เห็นคนเสพเฮโรอีนด้วยการฉีด ตอนนั้นกลัวว่าเขาจะทำร้ายพี่สาวไหม แต่ก็ไม่สามารถเลี่ยงไปทางอื่นได้ จึงติดภาพว่าคนเสพติดจะต้องทำร้ายผู้คน และทำให้ตัวเองอยากทำร้ายคนเหล่านี้ แต่ต่อมาตัวเองก็หันมาเสพเอง

เพราะที่มาของการติดยาเสพติดนั้น บางคนอาจเริ่มด้วยเหล้า บุหรี่ กัญชา ยาม้า ยาบ้า เฮโรอีน แต่ตัวเอง ข้ามขั้นใช้เฮโรอีนเลย วันที่ใช้นั้นอยู่ในโรงเรียนประจำ ลองเล่นเฮโรอีนกับเพื่อน อาการของเพื่อนดูไม่เหมือนกับภาพคนติดยาที่เคยรับรู้มา นอกจากนี้อาจารย์เองก็ใช้ยา ในที่สุดตัวเองจึงร่วมวงด้วย แล้วก็ “เปรม” ไปกับมัน “เพลิน เป็นความสุขแบบที่เราไม่เคยได้รับ ไม่คิดว่าจะมีอะไรสุขขนาดนี้อีกแล้ว ฝันดีทั้ง ๆ ที่ยังตื่นอยู่” คุณวุฒิถ่ายทอดความรู้สึกที่ทำให้ติดใจจากการใช้ยา

ส่วนทางด้าน คุณตี๋ ได้เปิดประเด็นต่อเนื่องในเรื่องเหล้าและเซ็กส์ โดยกล่าวว่า เซ็กส์และเหล้าแวดล้อมอยู่ในชีวิตที่ผ่านมา ตนเองเคยเป็นพนักงานบริษัท พนักงานห้าง แคชเชียร์ จนในที่สุดก็มาทำอาชีพขายบริการ ตอนแรกก็มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาชีพนี้ มองว่าเป็นเรื่องสกปรก แพร่เชื้อ ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะตัดสินใจทำอาชีพนี้ ตอนแรกใช้ความยากจนเป็นข้ออ้าง เพราะทำงานในโรงงานได้ 500 บาทต่อเดือน ถึงโรงงานมีข้าวเปล่าให้ ก็ต้องซื้อกับข้าวเอง และยังต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เมื่อเงินไม่พอ เพื่อนจึงแนะนำให้ทำลักษณะนี้ พ่อแม่ถึงหัวโบราณแต่ก็ยอมรับการตัดสินใจของลูก แต่แม่ให้ดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง ช่วงนั้นอยู่ราว ๆ ปี 2535-2536 ซึ่งเรื่องทำนองนี้นี้ยังเป็นปิด ไม่เป็นที่ยอมรับ

“ตอนแรกน้องสาวมาทำงานในคาเฟ่ ตัวเองยังรังเกียจ มองว่าสำส่อนในสังคมไทยถูกสั่งสอนว่าสำส่อนไม่ดี แต่หลายคนมีเซ็กส์กี่ครั้ง หรือกับกี่คนคนชีวิตจึงจะนิยามได้ว่าสำส่อน? สำหรับตี๋ นิยามของเซ็กส์มี 2 อย่าง หนึ่ง คือ เซ็กส์ที่ได้เงินกับ สอง เซ็กส์ที่ไม่ได้เงิน ซึ่งแบบหลังถูกมองว่าสกปรก” ทั้งคุณวุฒิและคุณตี๋ต่างเคยมีค่านิยมไม่ต่างจากคนทั่วไปในสังคมที่มีต่อเรื่องเหล้า ยา และกายขายเซ็กส์ อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป?

“ถ้าจะถามว่าอายไหม ก็อาย แต่ก็ต้องทำ เราพยายามเลือกแขกมองหาคนที่คิดว่าสะอาด ทำ ๆ ไปก็พอมีรายได้ส่งกลับบ้าน เริ่มมีคอนโดฯ มองว่าอาชีพนี้ก็ไม่ต่างกับการทำงานในโรงงาน การทำงานแบบนี้มันก็ไม่ต่างกับเรื่องเมียน้อย เมียหลวงในสังคม เพียงแค่ว่าแบบหลังมันเป็นเซ็กส์ฟรีๆ เท่านั้น แต่พอมาทำงานอย่างนี้สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ สังคมที่เคยอยู่เคยมีความสุขก็เริ่มแยกตัวออกจากจากเรา เช่น เดินผ่านเขาได้กลิ่นน้ำหอม ก็จะแซวว่า ได้ว่าเวลากะหรี่ออกหากินแล้ว” คุณตี๋เล่าถึงความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต
ในขณะที่คุณวุฒิเล่าว่า “เราเริ่มได้รับความสุขมาก ๆ จากยา อะไรที่มีความสุขก็จะใช้ต่อ ถ้าไม่ได้เสพจะรู้สึกปวดหัว ปวดกระดูก ในการเสพติดแต่ละอย่างก็มีอำนาจไม่เท่ากัน เฮโรอีนพอเลิกแล้วจะรู้สึกไม่มั่นคง วิตก มีอาการทางกาย จึงต้องใช้ต่อไป ที่สำคัญคือ ภาพหรือสิ่งที่สื่อบอกมันตรงกันข้ามกับที่เราได้รับรู้ มันเป็นความสุข

ฉะนั้นเมื่อเด็กหลุดเข้าไปเขาก็จะยังไม่มีพื้นฐานความคิดความรับผิดชอบหรือตัดสินใจ ในที่สุดเขาก็จะเลือกความสุข เพราไม่ได้รับข้อมูลทั้งสองด้าน ข้อมูลที่เด็กเลือกคือ ข้อมูลที่จะนำไปสู่ความสุข”

เมื่อคุณสมวงศ์ถามว่า “ความสุข” ที่ว่านั้นมาจากกลไกอะไร คุณวุฒิ ตอบว่า มันเหมือนการที่เราได้นั่งสมาธิแล้วถึงจุดที่มีสารแอนโดรฟีนหลั่งออกมา ตนเองเคยบวชแล้วนั่งสมาธิก็ได้รับความสุขแบบนี้เช่นกัน รู้สึกไม่ทุกข์ ไม่กังวล รู้สึกมีความสุข เวลากินเหล้ายังร้องไห้ได้ แต่ใช้เฮโรอีนจะไม่ทุกข์เลย

ถ้ามองย้อนไปถึงสาเหตุที่ทำให้ใช้ยาต่อเนื่อง คุณวุฒิวิเคราะห์ตัวเองให้ฟังว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากความเครียดหรือความทุกข์ แต่เป็นเพราะเริ่มใช้ยามาตั้งแต่อายุน้อยๆ
“พอใช้ยามาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เราจะไม่รู้จักการจัดการปัญหาด้วยตัวเอง เวลามีปัญหาต้องจัดการทางด้านอารมณ์ เหมือนเราไม่มีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ต้องพึ่งยาเสพติด ถ้าไม่เสพจะรู้สึกเศร้า ปัญหาที่ไม่เคยจัดการจะรุมเร้า มีอาการทางกาย เช่น ปวดกระดูก จะอ้วก ปวดท้อง ทั้งภาวะทางอารมณ์ และร่างกาย ประดังกันจนเกิดอาการที่เรียกว่า เสี้ยนยา”
“พอติดยามันก็มีผลกระทบกับตัวเองทั้งด้านการเรียน การใช้ชีวิต ทำให้เราแยกตัวออก เพราะไม่กล้าเข้าสังคม สังคมไม่ยอมรับ ทุกอย่างหยุดหมด ทั้งด้านสังคมและการพัฒนาตนเอง เวลาเสี้ยนยาจะหยิบของในบ้านไปขาย ที่บ้านไม่สบายใจ ทำให้รู้สึกผิดมาตลอด เมื่อรู้สึกแย่ก็จะใช้มากขึ้น”

ในตอนท้าย คุณวุฒิ เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เลิกยาเสพติดได้ว่าเกิดจากการมีโอกาสได้คิดทบทวนถึงตอนที่เสี้ยนยานั้นได้ตนเองทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ทำให้ทุกข์มาก จึงหาทางเลิก
คุณตี๋ ได้ตอบคำถามผู้ร่วมฟังการเสวนาประเด็นเรื่องการปราบปรามหรือให้การขายบริการทางเพศหมดไปว่า ทุกอย่างย่อมอยู่ในกรอบ กฎหมาย สังคม วัฒนธรรม อาชีพนี้ไม่มีตัวตน ผิดตั้งแต่กำเนิด จึงโดนปราบปราม และถูกจัดระเบียบ แต่ยิ่งมีการตรีตราหรือจัดระเบียบ กลับยิ่งเป็นการกดเอาไว้ และที่ไม่สามารถประกาศนโยบายออกมาให้ชัดเจนได้เพราะมีส่วนได้เสียของคนมีสี ในแง่ของผลกระทบต่อเยาวชนตนเองเชื่อว่า เยาวชนสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง และหากจะแก้ปัญหานี้ให้เกิดผลจริงต้องแก้ที่สภาวะทางเศรษฐกิจ และสังคม